Warning: เนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ
การฆ่าเพราะความเป็นหญิงหรือเด็กหญิง (Gender-related killings of women and girls) หรือที่รู้จักกันในนาม Femicide หรือ Feminicide และอาจแปลเป็นไทยว่า อิตถีฆาต คืออาชญากรรมร้ายแรงที่มีแรงจูงใจแฝงที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของบริบททางเพศ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ การมองผู้หญิงเป็นทรัพย์สินของผู้ชาย การครอบงำทางเพศ หรืออำนาจที่ไม่เท่าเทียมระหว่างเพศในสังคม สภาวะเหล่านี้ล้วนหยั่งรากลึกในสังคมที่ดำรงระบบปิตาธิปไตยมาอย่างยาวนาน
ภายใต้โครงสร้างชายเป็นใหญ่ซึ่งสถาปนาให้เพศชายมีอำนาจเหนือกว่าเพศอื่น ความไม่เท่าเทียมทางเพศจึงปรากฏในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา และความรุนแรงในครอบครัว รวมถึงการกำหนดบทบาททางเพศ (Stereotyped Gender Roles) ที่คาดหวังให้ผู้หญิงในฐานะลูกสาวหรือภรรยาต้องปฏิบัติตามผู้ชายในฐานะหัวหน้าครอบครัว ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสังคมที่ยังคงสืบทอดขนบดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน แม้กฎหมายจะรับรองความเท่าเทียมระหว่างเพศก็ตาม
การมองผู้หญิงเป็นทรัพย์สินของผู้ชายจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย และกลับเป็นสิ่งที่ถูกทำให้เป็นเรื่องธรรมดาเสียด้วยซ้ำ สิ่งนี้อาจดูไม่เป็นพิษภัย แต่มุมมองดังกล่าวคือสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การฆ่า เมื่อผู้หญิงหรือเด็กหญิงแสดงออกนอกกรอบที่สังคมชายเป็นใหญ่กำหนดไว้ ความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ ก็จะถูกกระตุ้นขึ้น ตั้งแต่การทำร้ายร่างกายและจิตใจ ไปจนถึงการฆ่า เมื่อเพศชายถูกหล่อหลอมด้วยอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่มาอย่างยาวนาน ความเป็นชายจึงสั่งสมจนกลายเป็นพิษ (Toxic Masculinity) และก่อให้เกิดความเชื่อที่อันตรายว่าตนมีสิทธิ์กระทำสิ่งใดก็ได้กับผู้ที่อยู่ใต้อำนาจของตน รวมถึงการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงด้วย
นอกจากนี้สาเหตุในการฆ่านั้นสามารถพิจารณาแยกย่อยลงไปตามหลักจิตวิทยาและสภาวะทางสังคมอื่น ๆ อีก ได้แก่ การฆ่าเพราะเกลียดชังผู้หญิง (Misogynistic killing) เช่น โศกนาฎกรรมอันน่าสะพรึงที่รัฐมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ในปี ค.ศ.1989 ที่ฆาตกรมีกลุ่มเป้าหมายในการฆ่าอย่างเฉพาะเจาะจง ได้แก่ เพศหญิง และกลุ่มคนที่เขาเข้าใจว่าเป็นเฟมินิสต์ (อยากชวนคิดเป็นข้อสังเกตสำหรับผู้อ่าน ว่าสังคมยังมีมายาคติที่เหมารวมว่า เป็นผู้หญิง = เป็นเฟมินิสต์) นอกจากนี้ การฆ่าเพราะเกลียดชังผู้หญิงยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในรูปแบบของการกราดยิง (Mass shooting) ดังที่เราเห็นในข่าวกราดยิงที่พารากอนเมื่อปลายปี 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งผู้เสียชีวิตเป็นผู้หญิงถึง 6 คน จากบรรดาผู้เสียชีวิตทั้งหมด 7 คน
ยิ่งไปกว่านั้น Femicide อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยที่ทับซ้อนกันได้ด้วย จากมุมมองของทฤษฎีอำนาจทับซ้อน (Intersectionality) อัตลักษณ์ที่ซ้อนทับกันของบุคคลสามารถส่งผลต่อบริบททางเพศและก่อให้เกิดความรุนแรงในรูปแบบเฉพาะเจาะจงได้ เช่น Racist Femicide หรือ การฆ่าเพราะเป็นผู้หญิงผิวดำ Homophobic Femicide หรือ การฆ่าเพราะเป็นหญิงรักหญิง และ Transphobic Femicide หรือ การฆ่าเพราะเป็นหญิงข้ามเพศ รวมถึงการฆ่าหรือทำแท้งเด็กหญิงเพราะต้องการบุตรชาย (Son Preference) ซึ่งสามารถตีความได้ว่าเป็น Femicide เช่นกัน (Radford, 1992a: 7) เป็นต้น
ความหลากหลายของแรงจูงใจเหล่านี้ยืนยันได้ว่าการกดทับผู้หญิงและเด็กหญิงไม่ได้ตั้งอยู่บนปัจจัยทางเพศเพียงอย่างเดียว แต่ยังทับซ้อนกับการเหยียดสีผิว (Racism) การเหยียดรสนิยมทางเพศ (Homophobia) และการเกลียดชังคนข้ามเพศ (Transphobia) ด้วย การพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ Femicide จึงไม่อาจมุ่งเน้นไปที่อัตลักษณ์ทางเพศเพียงมิติเดียว แต่จำเป็นต้องคำนึงถึงความซับซ้อนของการเลือกปฏิบัติในทุกมิติที่ผู้หญิงและเด็กหญิงต้องเผชิญในสังคมด้วย

ประวัติของคำว่า Femicide:
คำว่า Femicide ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1976 โดย Diana Russell ด้วยเจตนาที่จะสร้างความตระหนักต่อการเสียชีวิตของผู้หญิงอันมีสาเหตุเชื่อมโยงกับบริบททางเพศโดยตรง Russell ต้องการสร้างความเฉพาะเจาะจงให้แก่การกระทำลักษณะนี้ โดยแยกออกจากคำว่า “ฆาตกรรม” (homicide) ซึ่งเป็นกลางทางเพศและไม่สะท้อนถึงสาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลัง เมื่อมีการฆ่าผู้หญิงเพราะความเป็นหญิง คำว่าฆาตกรรมจึงไม่อาจสื่อถึงมิติความรุนแรงทางเพศได้อย่างครบถ้วน เพราะไม่ได้ให้น้ำหนักใดแก่แรงจูงใจที่มีรากฐานอยู่ในเรื่องเพศ (gender) ด้วยเหตุนี้ Russell (2015) จึงเห็นว่าการสร้างคำศัพท์เฉพาะขึ้นแยกต่างหากจาก homicide ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนการต่อต้านความรุนแรงดังกล่าว เพราะช่วยให้เห็นได้ชัดเจนขึ้นทั้งในแง่กลุ่มเป้าหมายและลักษณะเฉพาะของความรุนแรงที่เกิดขึ้น
Femicide มักเป็นอาชญากรรมที่เกิดขึ้นเป็นลำดับสุดท้ายต่อจากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศในรูปแบบอื่นที่สั่งสมมาในความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกายหรือการทำร้ายทางจิตใจ (emotional abuse) ในปี 2022 ผู้หญิงและเด็กหญิงราว 48,800 คนทั่วโลกถูกฆาตกรรมโดยบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นคนรักหรือสมาชิกในครอบครัว ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้ปิดกั้นความเป็นไปได้อื่น เนื่องจาก Femicide อาจเกิดขึ้นโดยคนแปลกหน้าได้เช่นกัน เมื่อคำนวณจากสถิติข้างต้น หมายความว่าโดยเฉลี่ยแล้วมีผู้หญิงและเด็กหญิงมากกว่า 133 คนถูกฆาตกรรมโดยคนรักหรือคนในครอบครัว “ทุกวัน” (UNODC, 2022) นอกจากนี้ สถิติยังพบว่าทวีปแอฟริกามีอัตรา Femicide สูงที่สุดในโลก รองลงมาคือทวีปเอเชีย ทวีปอเมริกา ทวีปยุโรป และทวีปโอเชียเนียตามลำดับ (UNODC, 2022)
ตัวอย่างความน่าสะพรึง/ข่าวเกี่ยวกับ Femicide ที่น่าสนใจทั่วมุมโลก:
ทวีป Africa
ทวีป America
ทวีป Europe
ทวีป Asia
หญิงสาวคนหนึ่งในเดลี ถูกฆ่ารัดคอและถูกแยกชิ้นส่วนร่างกายโดยคนรักที่อาศัยร่วมกันกับเธอ ชิ้นส่วนของเธอกระจัดกระจายไปทั่วเมืองหลวงด้วยน้ำมือของเขา เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานหลังจากการสังหารเด็กสาวอายุ 19 ปีในรัฐฌาร์ขัณฑ์ เธอถูกเผาจนตายบนเตียงโดยสตอล์กเกอร์ เหตุการณ์ดังกล่าวนำมาซึ่งความโศกเศร้ามากมายและจุดประกายให้ผู้คนจํานวนมากออกมาประท้วงตามท้องถนน
ประเทศไทยเองก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีปัญหาเรื่องความรุนแรงทางเพศในลักษณะนี้เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงพม. รายงานว่า “ปี 2565 ในไตรมาสแรกของปี จำนวนความรุนแรงในครอบครัวสูงถึง 667 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในรอบ 5 ปี โดยผู้ถูกกระทำเป็นเพศหญิง 81.9% ยังไม่นับข้อมูลที่ไม่อาจสำรวจได้ หรือกรณีที่ผู้หญิงไม่กล้าเปิดเผยการถูกกระทำความรุนแรง จนนำไปสู่การบาดเจ็บ การทำร้ายตนเอง การฆ่าตัวตาย และการถูกฆ่าตายในที่สุด”
ถึงแม้ว่าหลายภาคส่วนจะพยายามผลักดันให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหา ความรุนแรงทางเพศนี้มากน้อยเพียงใดก็ตาม แต่ปัจจุบันก็ยังปฏิเสธไม่ได้ว่า Femicide เป็นสิ่งที่ยังไม่ถูกมองเห็นสังคมปิตาธิปไตยในไทย กล่าวคือ การฆ่าเพราะความเป็นหญิงหรือเด็กหญิงก็ยังคงถูกพิจารณาว่าเป็น Homicide และไม่ได้เจาะไปถึงปัญหาที่แท้จริง นั่นคือ ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศในรูปแบบที่ร้ายแรงที่สุด ซึ่งหากสังคมโดยรวมยังไม่สามารถทำลายปราการมายาคติหลายประการ เช่น ความไม่เท่าเทียมทางเพศในทางความเป็นจริง (de facto) หรือ Stereotyped Gender Roles อันปรากฎอยู่ทั่วภูมิภาคได้ มายาคติเหล่านี้กำลังบดบังทำให้ประชาชนไม่สามารถรับรู้ถึงความสำคัญและความร้ายแรงของความรุนแรงที่กำลังดำเนินอยู่อย่างเงียบ ๆ
ผู้หญิงและเด็กหญิงสมควรได้รับความปลอดภัยในชีวิตอันเป็นสิทธิที่ไม่สามารถพรากไปจากพวกเขาได้ ดังนั้น รัฐจึงมีหน้าที่เป็นตัวแปรหลักในการร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นในระดับระหว่างประเทศ ระดับท้องถิ่น หรือ ความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และ NGOs เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงจากรากฐาน ไปสู่การออกเป็นนโยบาย ฯลฯ เพื่อทำให้แน่ใจว่าทุกคนสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมโดยปราศจากความกลัว และสร้างความยั่งยืนให้กับการป้องกันการเกิด Femicide ในอนาคตสืบต่อไป
การสร้างความเข้าใจและตระหนักรู้ถึงปัญหาความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศในแต่ละรูปแบบ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ปราศจากความรุนแรง SHero Thailand ขอชวนทุกคนให้ร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ เพื่อให้วัฒนธรรมเหล่านี้หมดไปในรุ่นของเรานอกจากการป้องกันปัญหาความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ ผ่านการเผยแพร่องค์ความรู้ พวกเรายังขับเคลื่อนกันอย่างเต็มที่เพื่อกลับมาเปิดให้คำปรึกษากฎหมายแก่ผู้เสียหายจากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศที่มีประสิทธิภาพโดยเร็ว
สำหรับผู้ที่สนใจบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการทำงานของ SHero Thailand ในการให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ผู้เสียหายจากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ ตอนนี้ เราเปิดรับบริจาคอยู่ผ่านช่องทางเทใจ โดยสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติม และบริจาคได้ที่ https://taejai.com/th/d/shero_ot/
Reference
Corradi, C., Marcuello-Servós, C., Boira, S., & Weil, S. (2016). Theories of femicide and their significance for social research. Current Sociology, 64(7), 975–995. doi:10.1177/0011392115622256