เมื่อเราเห็นข่าวอาชญากรรมทางเพศที่มีกระแสไวรัลในสังคมออนไลน์ เช่น การถูกล่วงละเมิดทางเพศ ผู้เสพสื่อมักเกิดวิวาทะแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายที่ปกป้องผู้เสียหายและฝ่ายที่เข้าข้างผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งปรากฏการณ์นี้นับเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ เพราะหากเปรียบเทียบกับคดีอาชญากรรมทั่วไป ผู้เสียหายมักได้รับความเห็นใจและการปกป้องจากสังคมในทันที แต่ในคดีล่วงละเมิดทางเพศกลับต่างออกไป โดยสังคมมักมีท่าทีตอบสนองต่อผู้เสียหาย ด้วยสายตาและภาษาที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย
เหตุใดปฏิกิริยาของสังคมจึงแตกต่างออกไป? ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะธรรมชาติของคดีเพศที่มักเกิดขึ้นในที่ลับตาคน หรือในพื้นที่ส่วนตัวที่มีเพียงคู่กรณีสองฝ่าย ทำให้บุคคลภายนอกไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นนั้นมาจากความยินยอมที่แท้จริงหรือไม่ทำให้เป็นช่องว่างให้บุคคลภายนอกใช้ทัศนคติส่วนตัวเข้ามาตีความว่า… ผู้เสียหายอาจ “สมยอม” เองหรือไม่
เมื่อเส้นแบ่งเรื่องความยินยอม กลายเป็นสิ่งที่ถูกตัดสินและต้องอาศัยการตีความผ่านมุมมองของบุคคลภายนอก สิ่งที่สังคม รวมถึงนักกฎหมาย มักหยิบยกมาเป็นตัวชี้วัดควบคู่กันไป จึงหนีไม่พ้นเรื่อง “ภาพลักษณ์” และ “ความน่าเชื่อถือ” ของคู่กรณี ซึ่งการยึดติดกับมาตรฐานเหล่านี้ได้นำไปสู่ปัญหาสำคัญ นั่นคือการที่ฝ่ายปกป้องผู้ถูกกล่าวหาใช้ถ้อยคำตำหนิ กล่าวโทษผู้เสียหาย เช่น “เด็กสมัยนี้ดูไม่ธรรมดา” “ตบทรัพย์หรือเปล่า” สร้างของกังขาเพิ่ม เพราะเหยื่อไม่ได้มีภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบไม่ใช่ #เหยื่อในอุดมคติ (Perfect Victim) เพื่อเบี่ยงประเด็นหรือลดทอนสิ่งที่เหยื่อต้องเผชิญ
“เค้ายินยอมหรือไม่” “เค้าไม่ได้ขัดขืน” “เราไม่ได้บังคับ”
การอ้างว่าเขา “ไม่ได้ขัดขืน” คือตรรกะที่วิบัติและเป็นการบิดเบือนสาระสำคัญของคำว่าความยินยอม เพราะ “การไม่สู้” ไม่เท่ากับ “การยอมรับ” ในสภาวะที่มนุษย์ถูกบีบคั้น กลไกทางสมองอาจสั่งการให้เรานิ่งเฉย (Freeze Response) เพื่อเอาตัวรอด และยิ่งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ (Power Imbalance) ไม่ว่าจะด้วยสถานะทางสังคม ตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือมีวัยวุฒิที่น้อยกว่า การแสดงออกตามความปรารถนาที่แท้จริงจึงอาจถูกพันธนาการไว้ด้วยความกลัว หรือความกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
นอกจากนี้ การใช้ไม้บรรทัดของ “บุคคลผู้มีเหตุผล” (Rational Person) มาตรวัดอันสมบูรณ์แบบของสังคมและกฎหมาย
มาใช้ตัดสินผู้เสียหาย คือการมองข้ามความเป็นจริงที่ว่า … มนุษย์ไม่ได้ขับเคลื่อนหรือถูกขับเคลื่อนบนพื้นฐานแห่งตรรกะเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่จิตใจถูกคุกคาม
ดังนั้น ความนิ่งเฉยจึงไม่ใช่การอนุญาต แต่คือภาวะจำยอมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
การที่สังคมยังคาดหวังจะเห็นภาพเหยื่อที่แตกสลาย กอดตัวเองร้องไห้ หรือหวาดกลัวอย่างรุนแรง เป็นเพียงความยึดติดใน “มายาคติเหยื่อในอุดมคติ” ซึ่งมีหลายครั้งที่สิ่งนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการลดทอนคุณค่าของประสบการณ์ความเจ็บปวดของผู้เสียหาย
ปฏิกิริยาของมนุษย์ต่อความรุนแรงทางเพศนั้นมีความซับซ้อนกว่าภาพจำเหล่านั้นมาก
ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลไกทางสังคม ตั้งแต่สถาบันครอบครัว ระบบสาธารณสุข ไปจนถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างตำรวจและศาล ต่างกดทับผู้ผ่านความรุนแรงทางเพศด้วยความคาดหวังให้ต้องแสดงออกตามนิยาม “เหยื่อ” ในอุดมคติเสมอ ซึ่งคุณค่านี้ถูกหล่อหลอมขึ้นภายใต้สภาวะทางวัฒนธรรมที่เอื้อให้ความรุนแรงทางเพศยังคงดำรงอยู่ อุดมคตินี้สอดคล้องกับแนวคิดของ Nils Christie นักอาชญาวิทยาชาวนอร์เวย์ ที่ระบุถึงลักษณะของ “เหยื่อในอุดมคติ” (The Ideal Victim) และบริบทแวดล้อมโดยรอบ ไว้ว่า:
คุณลักษณะของเหยื่อในอุดมคติที่ได้ยกตัวอย่างไปในข้างต้น คือภาพสะท้อนของ สมมติฐานโลกยุติธรรม (Just-world fallacy) ซึ่งเป็นอคติทางความคิดที่ชี้นำให้เราเชื่อว่าคนเราจะได้รับสิ่งที่เหมาะสมกับพฤติกรรมของตนเสมอ ความเชื่อนี้ส่งอิทธิพลให้สังคมมองว่าความรุนแรงทางเพศเป็นผลพวงจากการกระทำของผู้เสียหายเอง (You got what was coming to you) หากใครไม่ตรงตามพิมพ์นิยมของสังคม ความเจ็บปวดนั้นจะถูกทำให้กลายเป็นเรื่อง “สมควรได้รับ”
มายาคตินี้ไม่เพียงแต่ตรีตราและกล่าวโทษแก่ผู้เสียหายซ้ำ แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางในการเข้าถึงความยุติธรรมและความเป็นธรรม
ในมิติของกระบวนการทางกฎหมาย หรือแม้แต่ในพื้นที่สาธารณะ เมื่อผู้ผ่านความรุนแรงทางเพศลุกขึ้นมาสื่อสารเรื่องราวของตน สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นคือการหยิบยก “ประวัติทางเพศ” และ “บุคลิกส่วนตัว” ขึ้นมาโจมตีเพื่อทำให้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกลายเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น การแต่งตัวและวิถีชีวิตถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการตีตราและกล่าวโทษว่าต้นเหตุของความรุนแรงนั้นมาจากตัวผู้เสียหายเอง ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำลายน้ำหนักของเหตุการณ์ แต่ยังเป็นการผลักภาระความผิดไปที่ผู้ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม
ตัวอย่างที่ชัดเจนเกิดขึ้นในคดีของ บิล คอสบี้ เมื่อทนายความจำเลยพยายามลดทอนความร้ายแรงของข้อหาการวางยาและล่วงละเมิดทางเพศ ด้วยการโจมตีประวัติส่วนตัวของ เจนิส ดิกคินสัน โดยกล่าวว่า “มันฟังดูเหมือนกับว่าเธอก็นอนกับผู้ชายเกือบทุกคนบนโลกนี้มาแล้ว” คำพูดนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์การสู้คดีที่สกปรกของฝ่ายจำเลย ซึ่งมุ่งเน้นการทำให้ความเป็นผู้ถูกกระทำนั้นกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ โดยอาศัยมายาคติในทำนองว่า “ผู้หญิงที่มีประสบการณ์ทางเพศโชกโชนย่อมไม่อาจถูกข่มขืนได้” หรือหากเกิดขึ้นจริง ก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงที่ต้องใส่ใจ
ท่ามกลางปัญหาเหล่านี้ ยังพอมีสัญญาณอันดีเมื่อหลายประเทศอย่างแคนาดาและนิวซีแลนด์เริ่มตระหนักว่า ประวัติส่วนตัวและพฤติกรรมทางเพศ มักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการด้อยค่าและทำลายความน่าเชื่อถือของผู้เสียหาย จึงได้มีการนำกฎหมาย Rape Shield Law มาใช้เพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว โดยคำสั่งศาลจะห้ามไม่ให้มีการขุดคุ้ยกิจกรรมทางเพศในอดีตมาเป็นข้ออ้างเพื่อทำให้ความรุนแรงในปัจจุบันกลายเป็นโมฆะ กฎหมายนี้ยืนยันหลักการสำคัญว่า ไม่มีอดีตแบบใดที่จะสร้างความชอบธรรมให้แก่การล่วงละเมิดได้ แม้กฎหมายลักษณะนี้จะยังไม่เป็นที่แพร่หลายในระดับสากล แต่นับเป็นก้าวสำคัญของวิวัฒนาการทางกฎหมายในการคืนความเป็นธรรมและศักดิ์ศรีให้แก่ผู้เสียหายอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายจะพยายามสร้างเกราะคุ้มครองเพียงใด แต่ในมิติของสังคม การพิพากษาด้วยอคติ ยังคงทำงานอย่างแข็งขัน สื่อและองค์กรจำนวนมากมักรณรงค์โดยใช้ภาพตัวแทนของความเปราะบางและบาดแผลที่ชัดเจน จนกลายเป็นความคาดหวังเชิงโครงสร้างว่าเหยื่อต้องอ่อนแอและไร้ทางสู้
ท้ายที่สุด วงจรนี้พาเราย้อนกลับไปสู่จุดเดิมที่ว่า เมื่อผู้เสียหายไม่แสดงออกตามบทบาทหรือมีสถานะตามที่สังคมคาดหวัง พวกเขาก็จะกลายเป็นเป้าหมายของการโจมตีทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคู่กรณีเป็นผู้มีอำนาจหรือมีอิทธิพล ข้อหา “การตบทรัพย์” มักถูกนำมาใช้เพื่อฟอกขาวให้ผู้กระทำผิด และเปลี่ยนสถานะของผู้ถูกกระทำจาก “ผู้เสียหาย” ให้กลายเป็น “ผู้ร้าย” ที่ควรถูกสังคมพิพากษา
ทัศนคติเช่นนี้สะท้อนถึงอคติทางความคิดที่ฝังรากลึกว่า ผู้มีสถานะทางสังคมเหนือกว่าย่อมตกเป็นเหยื่อของการแบล็กเมลได้ง่าย ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างความเข้าใจผิดที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงแล้ว ยังเป็นการ ตอกย้ำบาดแผล ตีตรา และบั่นทอนความกล้าหาญ ของผู้เสียหายที่ลุกขึ้นมาทวงถามความยุติธรรม เหนือสิ่งอื่นใด การยอมรับวาทกรรมนี้คือการสร้างบรรทัดฐานที่บิดเบี้ยวให้แก่สังคม ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้การแสวงหาข้อเท็จจริงเป็นไปได้ยากขึ้น แต่ยังจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการอำนวยความยุติธรรมในคดีความรุนแรงทางเพศที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ท้ายที่สุดแล้ว เราต้องกลับมายืนยันในหลักการพื้นฐานที่สุดของการมีปฏิสัมพันธ์ทางเพศ นั่นคือ การยินยอมต้องเกิดจากความยินยอม (Consent is Consent) ความนิ่งเฉยไม่ใช่การตกลง และอดีตหรือพฤติกรรม ไลฟ์สไตล์ส่วนบุคคล ใด ๆ ก็ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใครละเมิดสิทธิ์ในเนื้อตัวร่างกายของผู้อื่นได้จากการสันนิษฐานว่า “เค้าไม่ได้ขัดขืน”
ถึงเวลาแล้วที่สังคมต้องก้าวข้ามมายาคติ “เหยื่อในอุดมคติ” แล้วหันมาให้ความสำคัญกับเจตจำนงที่แท้จริง เพราะในโลกที่ยุติธรรม ความปลอดภัยของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ตาม ไม่ควรขึ้นอยู่กับว่าเขาจะแสดงออกได้ “น่าสงสาร” หรือมีภาพลักษณ์เป็น “คนดี” หรือ “คนเรียบร้อย”ในสายตาใครหรือไม่
เพราะในโลกนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “เหยื่อในอุดมคติ” มีเพียงแค่ “วัฒนธรรมข่มขืน” และ “การกล่าวโทษเหยื่อ” ที่ยังคงถูกผลิตซ้ำเพื่อปกป้องผู้กระทำผิดเท่านั้น (There is no such thing as a “perfect victim’—only rape culture and victim blaming.)
สามารถติดตามข้อมูลองค์ความรู้ต่อเนื่องได้ที่ @sherothailand ทุกช่องทาง
อ้างอิง:
Thank you for visiting SHero Thailand.
As we mark our 9th year as a 100% volunteer-run organization, we have reached our operational limits. We’re actively seeking additional resources to ensure sustainability and are currently focusing on supporting our existing clients.
At this time, we are unable to offer active responses or accept new legal consultation requests due to our limited capacity.
In Case of Emergencies:
Thai Police: Call 191
Tourist Police: Call 1155 (available 24/7 and offer English-speaking support)
For Further Assistance:
Women and Men Progressive Movement
Email: info@wmp.or.th
Phone: 02-513-2889
Website: https://www.wmp.or.th/contact
We sincerely appreciate your understanding and are committed to resuming our services as soon as possible.
Warm regards,
SHero Team