บทสัมภาษณ์: “เบสท์” บุษยาภา ศรีสมพงษ์ ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ผู้เชี่ยวชาญด้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ และผู้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อความยุติธรรมทางเพศ (SHero Thailand)
ㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤ
สถิติความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงในคู่รักที่หน่วยงานรัฐเก็บได้ในแต่ละปี เป็นเพียง “ยอดของภูเขาน้ำแข็ง”
เรื่องราวส่วนใหญ่ของผู้ผ่านพ้นยังจมอยู่ใต้น้ำ ไม่ถูกนับ ไม่ถูกรับฟัง และไม่ถูกนำไปใช้ผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายอย่างที่ควรจะเป็น
นี่คือช่องว่างที่ UNBOUND โครงการวิจัยเชิงคุณภาพของ SHero Thailand มองเห็นและต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง ด้วยการนำเสียงและประสบการณ์ตรงของผู้ผ่านพ้นความรุนแรงในคู่รัก (Intimate Partner Violence) และความรุนแรงในครอบครัว (Domestic Violence) มาเป็นหลักฐานเชิงวิชาการ เพื่อผลักดันการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของไทย
โครงการ UNBOND มีเป้าหมายคือ เพื่อร่วมทำความเข้าใจถึงประสบการณ์ของผู้ผ่านพ้นความรุนแรงในคู่รักที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมและระบบคุ้มครองของไทย รวมถึงการที่ระบบนั้นเองกระทำซ้ำต่อผู้ผ่านพ้น (secondary victimisation) อย่างไรบ้าง นอกจากนี้ งานวิจัยนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่า ความรุนแรงในคู่รักจำนวนมากไม่ได้เป็นเหตุการณ์ครั้งเดียว แต่ตั้งอยู่บนรูปแบบของการบีบบังคับควบคุม (coercive control) ที่ดำเนินต่อเนื่องในความสัมพันธ์ ดังนั้น การสร้างฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ในเรื่องดังกล่าว จึงเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาข้อเสนอการปฏิรูปที่ตั้งอยู่บนเสียงและประสบการณ์ของผู้ผ่านพ้น ก่อให้เกิดเป็นกระบวนการยุติธรรมที่ยึดเสียงของผู้ผ่านพ้นเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ เพื่อให้กระบวนการวิจัยไม่กลายเป็นการสร้างบาดแผลอีกครั้ง ทีมวิจัยยึดหลัก trauma-informed และ หลักยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง (survivor-centred approach) ตลอดทุกขั้นตอนของกระบวนการสัมภาษณ์ ตั้งแต่การออกแบบประโยคคำถาม การเลือกผู้สัมภาษณ์ ตลอดจนรายละเอียดที่มักถูกมองข้าม อย่างเช่น ตำแหน่งวางกล่องทิชชูในห้องสัมภาษณ์ ทั้งนี้ การสัมภาษณ์นั้นถูกออกแบบและทำร่วมกันโดยทีมสหวิชาชีพ ประกอบด้วยนักกฎหมาย นักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยา ฯลฯ อาศัยความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่าย ทำให้ทีมสามารถมองเห็นประสบการณ์ของผู้ผ่านพ้นจากมุมมองที่ต่างกัน ทำให้การสัมภาษณ์มีความรอบด้านมากขึ้น
ความครอบคลุมเช่นเดียวกันนี้ยังสะท้อนอยู่ในการเลือกพื้นที่วิจัย เพราะความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นในบริบทเดียวกันทุกที่ โครงการนี้จึงลงพื้นที่ทั้งกรุงเทพมหานคร ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคใต้ และพื้นที่ชายแดนอย่างอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งมีความซับซ้อนเป็นพิเศษจากการซ้อนทับของปัญหาแรงงานข้ามชาติ บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ และผู้พลัดถิ่น ความหลากหลายของพื้นที่นี้จะช่วยนำเสนอให้เห็นว่าเพศ สถานะทางกฎหมายและเศรษฐกิจ รวมถึงปัจจัยทางภูมิศาสตร์ ส่งผลต่อการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้ผ่านพ้นจากความรุนแรงในคู่รักอย่างไร
ㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤ

ㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤ
โครงการนี้ชื่อว่า UNBOUND เป็นการบูรณาการเสียงของผู้เสียหายเข้าไปสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เพราะหลายปีที่ผ่านมา นอกเหนือจากงานช่วยเหลือทางกฎหมาย เราก็ทำงานผลักดันเชิงนโยบายมากขึ้นร่วมกันกับเครือข่าย เราพบว่าหลายครั้งที่เราพยายามเล่าว่าแพทเทิร์นของความรุนแรงเป็นอย่างไร กลับถูกถามหาแต่เชิงสถิติหรือเชิงวิชาการ แต่เมื่อเราพูดเรื่องความรุนแรง โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงในคู่รัก มันยากมากที่จะเอาทุกเคสมารวมเป็นสถิติ สถิติที่เราเห็นกัน แม้แต่ของรัฐเอง ก็เป็นเพียง ‘ยอดของภูเขาน้ำแข็ง’ ไม่สามารถเป็นตัวแทนของเรื่องราวและปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
เราเห็นความสำคัญของการสะท้อนให้เห็นว่าความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่แค่การทำร้ายกันเพราะชั่ววูบหนึ่งหรือสองครั้ง ไม่ใช่เหตุการณ์ที่คนสองคนมีอำนาจเท่ากันแล้วเกิดการทำร้ายร่างกายอย่างเดียว
เราอยากจับแพทเทิร์นที่มีคำเรียกของมันเองอย่าง ‘power and control’ หรือการใช้อำนาจเหนือควบคุม ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐและผู้บังคับใช้กฎหมายมักมองไม่เห็น เรามีประสบการณ์ช่วยเหลือผู้เสียหายและเครือข่ายก็มีประสบการณ์หลายปี หากนำเคสทั้งหมดมารวมกันก็เกือบพันเคสที่เจอผู้เสียหายจากความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงในคู่รัก เราจึงคิดว่าการทำวิจัยที่มีเสียงและชุดประสบการณ์ของผู้เสียหายเป็นหลักฐานนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก จึงเกิดเป็นโครงการ UNBOUND
ชื่อ UNBOUND มาจากภาพที่เราจินตนาการว่าคนที่อยู่ในความรุนแรงในคู่รัก มันเหมือนมีเชือกที่มองไม่เห็นมัดเขาไว้ จนออกจากความรุนแรงไม่ได้ UNBOUND คือการที่เราช่วยคลายเชือกเหล่านี้ให้เขา โดยไม่ได้ผลักภาระไปที่ผู้เสียหาย แต่เป็นการทำให้รัฐหันมามองเห็นเชือกที่กำลังทำร้ายเขาอยู่ และช่วยคลี่คลายเชือกเหล่านี้ให้
ซึ่งความรุนแรงในคู่รัก เป็นสิ่งที่รัฐไทยยังมองไม่เห็นเท่าที่ควร อย่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวที่เราทำงานอยู่ ก็ยังตั้งอยู่บนฐานคิดเรื่องการรักษาสถานะความเป็นครอบครัวเป็นหลัก ซึ่งขัดกับมาตรฐานสากลและอนุสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคี อย่างอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women หรือ CEDAW) ที่จริงแล้วการแก้ปัญหาเรื่องนี้ต้องคำนึงถึงสวัสดิภาพและความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำเป็นสำคัญ นั่นคือหลัก Survivor-Centered Approach (หลักยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง)
เราหวังว่าโครงการนี้จะทำให้รัฐเห็น โดยนำชุดประสบการณ์ชีวิตของผู้เสียหายมาบอกเล่า
เราอาจไม่ใช่คนแรกที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับผู้เสียหาย แต่เราน่าจะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ทำโดยยึดหลัก trauma-informed และ เคารพอำนาจการตัดสินใจของผู้ผ่านพ้นอย่างแท้จริง ให้สิทธิการตัดสินอยู่กับตัวเขาเอง และวางแผนอย่างละเอียดอ่อนว่าจะทำการศึกษานี้อย่างปลอดภัยได้อย่างไร
งานนี้จะไม่ใช่งานวิจัยขึ้นหิ้งที่ไม่มีคนอ่าน แต่จะเป็นผลการศึกษาที่นำไปเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและปฏิรูปกฎหมายจริง
เพราะที่ SHero มีโอกาสจัดอบรมให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งสหวิชาชีพ พนักงานสอบสวน ตำรวจ บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งจัดวงเสวนาและสัมมนากับศาลด้วย เรากำลังทำงานกับบุคลากรที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้เสียหายหลายระดับ หากเรามีตัวอย่างที่ไม่ได้เป็นแค่ case study แต่เป็นเครื่องมือที่นำไปปรับใช้ได้จริง ทั้งทักษะ องค์ความรู้ และทัศนคติ ให้เขามองไกลกว่าการอบรมแต่ละครั้ง เห็นว่ากระบวนการที่ปลอดภัยกับผู้ประสบเหตุจริง ๆ เป็นอย่างไร ซึ่งมาจากเรื่องราวชีวิตของผู้เสียหายอย่างแท้จริง
อันดับแรก คนในทีมทุกคนจะต้องตระหนักรู้เกี่ยวกับสิ่งที่อาจซ้ำเติมความบอบช้ำของผู้เสียหายระหว่างการเก็บข้อมูล เช่น น้ำเสียงของผู้สัมภาษณ์ หรืออัตลักษณ์ทางเพศของผู้สัมภาษณ์เองที่อาจจะเป็นตัวกระตุ้นผู้ผ่านพ้น เราจะดูว่ากรณีไหนที่ควรเปลี่ยนตัวผู้สัมภาษณ์ แต่หากผู้เสียหายบอกว่าอยากคุยกับผู้ให้บริการคนเดิมของเขาเองเท่านั้น เราก็จะถือเป็นการเคารพอำนาจการตัดสินใจของผู้เสียหายเอง หลักการนี้ไปด้วยกันกับหลัก survivor-centred
ㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤ

ㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤ
ในทุกการกระทำของเราจะไม่มองเพียงว่าคนอ่านอยากอ่านอะไร หรือนโยบายจะสนใจเรื่องไหน แต่จะเอาสวัสดิภาพและความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมงานวิจัยเป็นอันดับหนึ่ง
ผู้ผ่านพ้นมีสิทธิ์เต็ม 100% ที่จะปฏิเสธหรือขอถอนการมีส่วนร่วมได้ทุกเมื่อ
แม้กระบวนการสัมภาษณ์จบไปแล้วก็สามารถแจ้งทีมงานได้เสมอ โดยจะมีการเช็กฟีดแบกหลังการสัมภาษณ์เป็นระยะเพื่อให้ผู้เสียหายมั่นใจว่าจะได้รับการปกป้องจากทีม การออกแบบงานจะปรับตามบริบทของแต่ละพื้นที่ เช่น พื้นที่ที่ผู้เข้าร่วมอาจไม่มีสมาร์ทโฟนหรืออีเมล ก็จะมีช่องทางที่เข้าถึงได้เสมอ และกำหนดคนหลัก (focal point) สำหรับการดูแลสุขภาวะทางจิตใจโดยเฉพาะ
ด้านความปลอดภัยข้อมูล (data protection) เป็นหลักสำคัญเช่นกัน
การให้ความยอมต้องเป็นไปอย่างสมัครใจจริง ตามหลัก informed consent ดังนั้น จะไม่มีการบีบบังคับ และทีมจะไม่ถ่ายภาพหรือวีดีโอของผู้ผ่านพ้นอย่างเด็ดขาด จะถ่ายเพียงขั้นตอนการทำงานของทีมเท่านั้น ไฟล์เสียงที่บันทึกไว้จะถูกลบทันทีหลังถอดเทปเสร็จ ส่วนข้อมูลกระดาษจะถูกทำลายทันทีหลังสิ้นสุดการทำงาน เนื่องจากข้อมูลบางอย่างอาจเชื่อมต่อกันจนระบุตัวตนได้
เราจึงต้องทบทวนอยู่เสมอ ทีมทุกคนต้องเข้าใจเรื่องการรักษาความลับ (confidentiality) และการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest)
ทีมวิจัยของ UNBOUND เป็นทีมสหวิชาชีพ ประกอบด้วยทนายความ นักกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน คนที่มีประสบการณ์ทำงานกับผู้ลี้ภัยชายแดนหลายปี นักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยา เราใช้หลักสหวิชาชีพเสมอ คุยกันในละเอียดกระทั้งเรื่องเล็ก ๆ เช่น จะวางกล่องทิชชูไว้ที่ไหนดี หรือกระทั้งการขมวดคิ้วขณะตั้งใจฟังอาจทำให้ผู้ให้สัมภาษณ์รู้สึกไม่สบายใจ มีนักจิตวิทยาและทีมพูดคุยหลังการสัมภาษณ์หากมีอาการทริกเกอร์ ทีมรีเสิร์ชเองจึงต้องเรียนเครื่องมือ grounding เบื้องต้น และผู้สัมภาษณ์เองก็ต้องเตรียมตัวก่อนเข้าไปฟังเรื่องหนัก ๆ และวางแผนแต่ละวันอย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้ทีมต้องแบกรับสภาวะหนักอึ้งจนเกินไป
ㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤ

ㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤ
ความเป็นสหวิชาชีพช่วยให้มีการมองหลายมุม นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา นักกฎหมาย นักวิจัย และคนที่มีประสบการณ์ทำงานกับชุมชนต่างมองกันคนละแบบ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเคารพและการสะท้อนกลับตัวเอง ทีมเน้นเสมอว่าทุกคนสามารถมีอคติได้ และเป็นหน้าที่ของเพื่อนร่วมทีมที่จะต้องตักเตือนกันเสมอ โดยไม่กลัวเรื่องอคติทางเพศหรืออื่น ๆ การยอมรับว่าเราอาจมีอคติเป็นจุดเริ่มต้นของการเช็กและทำความเข้าใจความเป็นมนุษย์ของตัวเองในฐานะผู้ทำวิจัย
โครงการมีคำถามวิจัยหลักซึ่งอาจปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ แต่สิ่งหลักที่เราอยากรู้ก็คือ ผู้ผ่านพ้นความรุนแรงในคู่รัก ทั้งคนที่เคยเข้าถึงและไม่เคยเข้าถึงระบบคุ้มครองหรือกระบวนการยุติธรรม แต่ละคนมีประสบการณ์อย่างไรกับการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หรืออะไรทำให้พวกเขาเลือกไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
การสัมภาษณ์จะไม่จี้ถามเจาะลงไปในเนื้อหาของความรุนแรง เช่น เจ็บที่ไหน โดนกระทำด้วยความรุนแรงแบบไหน หรือรู้สึกอย่างไร แต่จะโฟกัสที่อะไรทำให้เขารู้สึกปลอดภัยมากพอที่จะก้าวเข้าไปขอความช่วยเหลือจากศูนย์ชุมชนหรือจากใครก็ตามในระบบ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ฝ่ายสวัสดิการสังคม หรือฝ่ายสาธารณสุข อะไรทำให้คนหนึ่งคนรู้สึกว่า ‘นี่แหละจะช่วยให้ฉันไปต่อได้’ นั่นก็คือสิ่งที่โครงการมองหาในงานวิจัยนี้ เพื่อจับสิ่งที่อาจมาจุดประกายการปฏิรูปเชิงระบบของประเทศไทยต่อไป
เพราะเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) เราจะไม่เน้นว่าจะต้องสัมภาษณ์ทุกคน เราเลือกพื้นที่ซึ่งทีมวิจัยหลักเข้าใจบริบทและเงื่อนไขดีอยู่แล้ว เพราะช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าจะสามารถเชิญชวนผู้ผ่านพ้นโดยไม่โน้มนำชักจูงหรือกดดัน และเคารพอำนาจการตัดสินใจของผู้ผ่านพ้นและเจ้าของพื้นที่ (gatekeeper)
พื้นที่หลักคือกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของเคสและคนทำงานด้านนี้ นอกจากนี้จะมีพื้นที่ตัวเป็นกลุ่มเป้าหมายในแต่ละภาค ภาคอีสานดูไว้ 2 ถึง 3 จังหวัด เช่น อุบลราชธานี และ ศรีษะเกษ ภาคเหนือ ภาคตะวันตก คือที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ภาคใต้มีนครศรีธรรมราช ฯลฯ
ทีมงานจะเลือกเข้าพื้นที่ผ่านองค์กรในพื้นที่ที่ทำงานเกี่ยวกับประเด็นนี้อยู่แล้ว และจะให้ทีมของ SHero เป็นผู้สัมภาษณ์เองเป็นหลัก แต่หากผู้เสียหายบอกว่าอยากให้คนที่เขาคุ้นเคยเป็นคนสัมภาษณ์ ก็จะจัดอบรมและดูแลให้แน่ใจว่าผู้สัมภาษณ์มีความเข้าใจเรื่อง trauma-informed และมีความละเอียดอ่อนในกระบวนการด้วยเช่นกัน
สิ่งหนึ่งที่ SHero ผลักดันมาตลอดคือ แรงงานข้ามชาติ บุคคลผู้พลัดถิ่น บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ และแม้กระทั้งผู้หญิงที่ไม่มีเอกสาร ซึ่งต่างก็เสี่ยงตกเป็นกลุ่มสุ่มเสี่ยงที่จะถูกกระทำความรุนแรงในคู่รักและความรุนแรงทางเพศหลายรูปแบบ แต่กลับไม่มีกรอบกฎหมายชัดเจนสำหรับการคุ้มครองให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างปลอดภัย
การมองผ่านเลนส์เรื่องความมั่นคงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะสุดท้ายแล้วหากผู้กระทำยังเป็นอาชญากรที่สร้างความไม่ปลอดภัยในพื้นที่ เขาก็สามารถทำกับใครก็ได้เช่นกัน การปกป้องคนทุกชาติพันธุ์ในประเทศไทยจึงทำให้ประเทศปลอดภัยขึ้นจริง ๆ ไม่ใช่เพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เพื่อเราทุกคนเองด้วย เทียบกับกฎหมายป้องกันการค้ามนุษย์ซึ่งมีกลไกและกฎหมายกำหนดคุ้มครองชัดเจน แต่ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัว กลับถูกมองเป็นเรื่องเล็กน้อย
ㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤ

ㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤ
เมื่อเร็ว ๆ นี้ SHero ได้มีโอกาสเคลื่อนไหวผลักดันประเด็นนี้ผ่านกลไกระหว่างประเทศตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ (CEDAW) เพื่อผลักดันประเด็นเกี่ยวกับกลุ่มผู้ผ่านพ้นที่มีอัตลักษณ์ทับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นผู้พลัดถิ่น บุคคลไร้สัญชาติ หรือคนที่ตกหล่นเพราะระบบมีปัญหา ซึ่งทำให้คนกลุ่มนี้เสี่ยงต่อการถูกเลือกปฏิบัติและการถูกผลักออกจากระบบมากกว่าเดิม เมื่อทีมจำเป็นมีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ซับซ้อนอย่างแม่สอดอยู่แล้ว การเข้ามาสัมภาษณ์กับผู้เสียหายที่ถูกกดทับในลักษณะนี้จึงสำคัญ เพราะมันจะช่วยลดช่องว่างการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้
แม่สอดเป็นพื้นที่ที่มีหลายปัญหาซ้อนทับกัน จริง ๆ ไม่เฉพาะอำเภอแม่สอดอย่างเดียว แต่รวมถึงอำเภอชายแดนจังหวัดตากทั้งหมด แม่สอดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งดึงดูดนายทุนและแรงงานข้ามชาติ ขณะเดียวกันก็เกิดการเหยียดชาติพันธุ์มากขึ้นในหลายปีมานี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ชายแดนและเหตุความไม่สงบ แต่หลายคนก็มองข้ามความจริงที่ว่าเศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติมานานแล้ว แม่สอดเองก็มีทั้งกลุ่มแรงงานข้ามชาติและบุคคลไร้รัฐ ซึ่งหากมองย้อนกลับไปในอดีต เคยเป็นพื้นที่หลากชาติพันธุ์ แต่จากสถานการณ์ความไม่สงบฝั่งเมียนมา หลายคนกลายเป็นผู้พลัดถิ่น บางส่วนอยู่ในศูนย์พักพิงและค่ายผู้ลี้ภัย บางคนอยู่มานานแต่เอกสารตกหล่นกลายเป็นผู้ไม่มีเอกสาร
หากเข้าใจการแก้ปัญหาในพื้นที่ซับซ้อนอย่างแม่สอดได้ จะช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหาในพื้นที่ชายแดนอื่นของไทยได้ด้วย และจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนกว่า
ที่ SHero ทั้งผู้ก่อตั้งและอาสาสมัครส่วนใหญ่ของทีมเองก็เคยเป็นผู้ผ่านพ้นมาก่อน และเห็นข้อจำกัดของวิธีการทำงานวิจัยแบบเก่าด้วยตนเอง
ตั้งแต่ก่อตั้ง SHero โดยย้ำเน้นหลักการคำนึงถึงสวัสดิภาพและความปลอดภัย เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ผ่านพ้นเสมอมา ซึ่งต่างจากที่เห็นคนบางกลุ่มทำวิจัยกับผู้ผ่านพ้นโดยไม่ได้เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง จนกลายเป็นการเก็บข้อมูลที่เอื้อประโยชน์ต่อคนเก็บข้อมูลมากกว่าตัวผู้เสียหายเอง
ก่อนหน้านี้ SHero ได้จัดตั้งคณะกรรมการจริยธรรมสำหรับโครงการนี้ขึ้นโดยเฉพาะ ซึ่งมีผู้ผ่านพ้นและผู้เชี่ยวชาญร่วมเป็นกรรมการ กรรมการท่านหนึ่งซึ่งเป็นผู้ผ่านพ้นเองและเคยถูกสัมภาษณ์มาหลายสิบปีกล่าวกับเบสท์ว่า
‘นี่เป็นที่แรกที่ตนเห็นการออกแบบงานวิจัยที่ละเอียดอ่อนขนาดนี้’อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ตอนนี้ SHero เป็นหนึ่งในทีมหลักที่กำลังร่างชุดกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวภาคประชาชน ซึ่งกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยก่อนหน้านี้ก็เคยมีโอกาสทำงานกับเครือข่ายในการคุยกับหน่วยงานของรัฐและสำนักงานกฤษฎีกา
ㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤ

ㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤ
สำหรับเบสท์สิ่งที่ขับเคลื่อนให้มาทำโปรเจกต์นี้คือความท้าทาย เพราะตอนไปคุยกับคนออกแบบกฎหมายที่มองไม่เห็นชีวิตคนจริง ๆ มักเจอจะเจอคำถามว่า อะไรทำให้เบสท์มั่นใจว่าเป็นอย่างนั้น ซึ่งเบสท์ตอบเสมอว่า เรารู้เพราะเราทำเคสมาก่อนโดยตรง และตอนนี้เรากำลังหาหลักฐานเชิงวิชาการมายืนยันเรื่องเหล่านี้
เบสท์มองว่าเมื่อ SHero อยู่ในตำแหน่งที่มีโอกาสเข้าถึงทั้งคนที่กำลังออกแบบกฎหมายและมีช่องทางขับเคลื่อนเชิงนโยบายได้จริง การไม่อยากส่งคนอื่นไปทำหน้าที่นี้แทน ก็เพราะเกรงว่าอาจเกิดอันตรายกับผู้เสียหายมากกว่าเดิม หากทีมของตัวเองลงมือทำเองได้ก็จะได้เรียนรู้ไปกับกระบวนการนี้ด้วยเช่นกัน
ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในจังหวะสำคัญ นอกจากจะมีการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวแล้ว ยังจะมีการแก้ไขกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาที่เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ รวมทั้งกฎหมายเกี่ยวกับการล่อลวงเด็ก (child grooming) ที่กำลังจะตามมา
เราอยากให้หลักฐานเชิงวิชาการที่มาจากประสบการณ์ชีวิตจริงของผู้เสียหายเป็นประโยชน์กับการออกนโยบายและกลไกการปฏิบัติจริง
เพราะการมีกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วไม่ได้แปลว่าเรื่องจบ ต้องมอนิเตอร์ต่อด้วยว่าในทางปฎิบัติมันทำได้หรือเปล่า หรือมีกฎหมายแล้วแต่เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีทรัพยากรทำงานเพียงพอในการทำงานหน้างาน ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเองใช้อำนาจในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เสียหายจำนวนมากเจอมาตลอด
และเราก็หวังว่ามันจะช่วยสร้างชุดเครื่องมือให้คนทำงานสามารถทำงานช่วยเหลือผู้เสียหายด้วยแนวทาง trauma-informed และ survivor-centered ได้จริง
หลังเก็บข้อมูลชุดแรก ทีมจะทดลองออกแบบเครื่องมือที่เป็นแนวทางออกมา โดยเริ่มทดลองกับกลุ่มที่เข้าถึงได้ก่อน เช่น กลุ่ม Champion ในกลุ่มสหวิชาชีพ เช่น อัยการ หรือ พนักงานสอบสวน เพื่อดูว่าแนวทางที่เราสร้างขึ้นมาแบบนี้ เหมาะกับเขาหรือไม่ แล้วร่วมออกแบบด้วยกัน ก่อนจะตรวจสอบอีกครั้งว่าทำได้จริงไหม หรือแม้มีเครื่องมือแล้วแต่ทรัพยากรไม่เพียงพอ ก็ต้องผลักดันกันต่อไป
นอกจากนี้ เรากำลังสร้าง SHero Methodology ในการทำวิจัยขึ้นมาผ่านโครงการนี้
เป็นการสร้างระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพที่ปลอดภัยและมีจริยธรรม อ้างอิงจากแนวทางขององค์กรเช่น UN Women เกี่ยวกับการสัมภาษณ์ผู้ผ่านพ้นความรุนแรงอย่างปลอดภัยและมีจริยธรรม แล้วนำมาปรับให้เหมาะกับบริบทของไทย SHero จะถอดบทเรียนจากการทำโครงการนี้เป็นด้วยเช่นกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่างานวิจัยที่ใช้อำนาจร่วมกับผู้เข้าร่วมอย่างแท้จริงเป็นอย่างไร
นอกเหนือจากการทำงานกับบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม UNBOUND จะมีการผลิตสื่อและเนื้อหาเผยแพร่เพื่อให้สังคมเข้าใจผู้ผ่านพ้นมากขึ้น และลดมายาคติการกล่าวโทษเหยื่อ (victim-blaming) และการตีตราที่มีต่อผู้ผ่านพ้น
เราอยากเปลี่ยนความเข้าใจผิดเหล่านี้ด้วยเรื่องราวจริงที่ได้มาจากการทำงานของ SHero เอง เราหวังว่ามากกว่าการเปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรมหรือระบบคุ้มครอง คือการพลิกค่านิยมเก่าที่ผิดเพี้ยนของสังคมไทยเกี่ยวกับความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัว
ไม่มองเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่มองเป็นเรื่องตลก ไม่มองเป็นเพียง ‘เรื่องภายในครอบครัว’ และเลิกโทษเหยื่อเสียที แล้วเข้าใจว่าคำว่า ‘เลิกไปก็จบ’ นั้นไม่จริงเลย เพราะมีเชือกที่มองไม่เห็นอีกหลายเส้นที่ทำให้เขาออกมาไม่ได้ และเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคมที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาเหล่านี้
เราหลายคนล้วนเป็นผู้เคยผ่านประสบการณ์เจ็บปวดมาไม่ทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่โรงเรียน หรือในครอบครัวก็ตาม เราจึงหวังว่างานนี้จะช่วยทำให้เรื่องเหล่านี้จบลงที่รุ่นของเรา
ㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤ

ㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤ
รับชมบทสัมภาษณ์และสารคดี “UNBOUND: Embedding Survivor Voices in Law and Practice to Advance Survivor-Centred Justice (2026)” ได้แล้ววันนี้ พร้อมชวนติดตามเบื้องหลังและเรื่องราวเข้มข้นในตอนต่อไป “กว่าจะมาเป็น UNBOUND”
ติดตามได้ทาง sherothailand.org และทุกช่องทางโซเชียลมีเดีย @sherothailand