สังคมไทยทำไมชอบโทษผู้ถูกกระทำ ?

เมื่อเราเห็นข่าวอาชญากรรมทางเพศที่มีกระแสไวรัลในสังคมออนไลน์ เช่น การถูกล่วงละเมิดทางเพศ ผู้เสพสื่อมักเกิดวิวาทะแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายที่ปกป้องผู้เสียหายและฝ่ายที่เข้าข้างผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งปรากฏการณ์นี้นับเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ เพราะหากเปรียบเทียบกับคดีอาชญากรรมทั่วไป ผู้เสียหายมักได้รับความเห็นใจและการปกป้องจากสังคมในทันที แต่ในคดีล่วงละเมิดทางเพศกลับต่างออกไป โดยสังคมมักมีท่าทีตอบสนองต่อผู้เสียหาย ด้วยสายตาและภาษาที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย 

เหตุใดปฏิกิริยาของสังคมจึงแตกต่างออกไป? ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะธรรมชาติของคดีเพศที่มักเกิดขึ้นในที่ลับตาคน หรือในพื้นที่ส่วนตัวที่มีเพียงคู่กรณีสองฝ่าย ทำให้บุคคลภายนอกไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นนั้นมาจากความยินยอมที่แท้จริงหรือไม่ทำให้เป็นช่องว่างให้บุคคลภายนอกใช้ทัศนคติส่วนตัวเข้ามาตีความว่า… ผู้เสียหายอาจ “สมยอม” เองหรือไม่

เมื่อเส้นแบ่งเรื่องความยินยอม กลายเป็นสิ่งที่ถูกตัดสินและต้องอาศัยการตีความผ่านมุมมองของบุคคลภายนอก สิ่งที่สังคม รวมถึงนักกฎหมาย มักหยิบยกมาเป็นตัวชี้วัดควบคู่กันไป จึงหนีไม่พ้นเรื่อง “ภาพลักษณ์” และ “ความน่าเชื่อถือ” ของคู่กรณี ซึ่งการยึดติดกับมาตรฐานเหล่านี้ได้นำไปสู่ปัญหาสำคัญ นั่นคือการที่ฝ่ายปกป้องผู้ถูกกล่าวหาใช้ถ้อยคำตำหนิ กล่าวโทษผู้เสียหาย เช่น “เด็กสมัยนี้ดูไม่ธรรมดา” “ตบทรัพย์หรือเปล่า” สร้างของกังขาเพิ่ม เพราะเหยื่อไม่ได้มีภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบไม่ใช่ #เหยื่อในอุดมคติ (Perfect Victim) เพื่อเบี่ยงประเด็นหรือลดทอนสิ่งที่เหยื่อต้องเผชิญ 

“เค้ายินยอมหรือไม่” “เค้าไม่ได้ขัดขืน” “เราไม่ได้บังคับ”

การอ้างว่าเขา “ไม่ได้ขัดขืน” คือตรรกะที่วิบัติและเป็นการบิดเบือนสาระสำคัญของคำว่าความยินยอม เพราะ “การไม่สู้” ไม่เท่ากับ “การยอมรับ” ในสภาวะที่มนุษย์ถูกบีบคั้น กลไกทางสมองอาจสั่งการให้เรานิ่งเฉย (Freeze Response) เพื่อเอาตัวรอด และยิ่งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ (Power Imbalance) ไม่ว่าจะด้วยสถานะทางสังคม ตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือมีวัยวุฒิที่น้อยกว่า การแสดงออกตามความปรารถนาที่แท้จริงจึงอาจถูกพันธนาการไว้ด้วยความกลัว หรือความกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

นอกจากนี้ การใช้ไม้บรรทัดของ “บุคคลผู้มีเหตุผล” (Rational Person) มาตรวัดอันสมบูรณ์แบบของสังคมและกฎหมาย

มาใช้ตัดสินผู้เสียหาย คือการมองข้ามความเป็นจริงที่ว่า … มนุษย์ไม่ได้ขับเคลื่อนหรือถูกขับเคลื่อนบนพื้นฐานแห่งตรรกะเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่จิตใจถูกคุกคาม

ดังนั้น ความนิ่งเฉยจึงไม่ใช่การอนุญาต แต่คือภาวะจำยอมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

การที่สังคมยังคาดหวังจะเห็นภาพเหยื่อที่แตกสลาย กอดตัวเองร้องไห้ หรือหวาดกลัวอย่างรุนแรง เป็นเพียงความยึดติดใน “มายาคติเหยื่อในอุดมคติ” ซึ่งมีหลายครั้งที่สิ่งนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการลดทอนคุณค่าของประสบการณ์ความเจ็บปวดของผู้เสียหาย 

ปฏิกิริยาของมนุษย์ต่อความรุนแรงทางเพศนั้นมีความซับซ้อนกว่าภาพจำเหล่านั้นมาก

ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลไกทางสังคม ตั้งแต่สถาบันครอบครัว ระบบสาธารณสุข ไปจนถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างตำรวจและศาล ต่างกดทับผู้ผ่านความรุนแรงทางเพศด้วยความคาดหวังให้ต้องแสดงออกตามนิยาม “เหยื่อ” ในอุดมคติเสมอ ซึ่งคุณค่านี้ถูกหล่อหลอมขึ้นภายใต้สภาวะทางวัฒนธรรมที่เอื้อให้ความรุนแรงทางเพศยังคงดำรงอยู่ อุดมคตินี้สอดคล้องกับแนวคิดของ Nils Christie นักอาชญาวิทยาชาวนอร์เวย์ ที่ระบุถึงลักษณะของ “เหยื่อในอุดมคติ” (The Ideal Victim) และบริบทแวดล้อมโดยรอบ ไว้ว่า:

  1. จะต้องมีความเปราะบางและมีลักษณะอ่อนแอตามบรรทัดฐานสังคม: เช่น ผู้หญิง เด็ก หรือผู้สูงอายุ
  2. สถานะทางสังคม: ประกอบสัมมาอาชีพหรือมีบทบาทที่สังคมยอมรับ
  3. พื้นที่ที่ปราศจากข้อครหา: ต้องอยู่ในพื้นที่ที่ “ปลอดภัย” และไม่มีช่องโหว่ให้ถูกตำหนิ (เช่น พื้นที่สาธารณะในเวลากลางวัน)
  4. ความแปลกแยกของผู้กระทำ: ผู้กระทำต้องมีภาพลักษณ์ที่ชั่วร้ายและมีอำนาจเหนือกว่า
  5. ความไร้สัมพันธ์: ผู้กระทำและผู้ถูกกระทำต้องไม่มีความเกี่ยวข้องกันมาก่อน

คุณลักษณะของเหยื่อในอุดมคติที่ได้ยกตัวอย่างไปในข้างต้น คือภาพสะท้อนของ สมมติฐานโลกยุติธรรม (Just-world fallacy) ซึ่งเป็นอคติทางความคิดที่ชี้นำให้เราเชื่อว่าคนเราจะได้รับสิ่งที่เหมาะสมกับพฤติกรรมของตนเสมอ ความเชื่อนี้ส่งอิทธิพลให้สังคมมองว่าความรุนแรงทางเพศเป็นผลพวงจากการกระทำของผู้เสียหายเอง (You got what was coming to you) หากใครไม่ตรงตามพิมพ์นิยมของสังคม ความเจ็บปวดนั้นจะถูกทำให้กลายเป็นเรื่อง “สมควรได้รับ” 

มายาคตินี้ไม่เพียงแต่ตรีตราและกล่าวโทษแก่ผู้เสียหายซ้ำ แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางในการเข้าถึงความยุติธรรมและความเป็นธรรม

ในมิติของกระบวนการทางกฎหมาย หรือแม้แต่ในพื้นที่สาธารณะ เมื่อผู้ผ่านความรุนแรงทางเพศลุกขึ้นมาสื่อสารเรื่องราวของตน สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นคือการหยิบยก “ประวัติทางเพศ” และ “บุคลิกส่วนตัว” ขึ้นมาโจมตีเพื่อทำให้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกลายเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น การแต่งตัวและวิถีชีวิตถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการตีตราและกล่าวโทษว่าต้นเหตุของความรุนแรงนั้นมาจากตัวผู้เสียหายเอง ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำลายน้ำหนักของเหตุการณ์ แต่ยังเป็นการผลักภาระความผิดไปที่ผู้ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม

ตัวอย่างที่ชัดเจนเกิดขึ้นในคดีของ บิล คอสบี้ เมื่อทนายความจำเลยพยายามลดทอนความร้ายแรงของข้อหาการวางยาและล่วงละเมิดทางเพศ ด้วยการโจมตีประวัติส่วนตัวของ เจนิส ดิกคินสัน โดยกล่าวว่า “มันฟังดูเหมือนกับว่าเธอก็นอนกับผู้ชายเกือบทุกคนบนโลกนี้มาแล้ว” คำพูดนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์การสู้คดีที่สกปรกของฝ่ายจำเลย ซึ่งมุ่งเน้นการทำให้ความเป็นผู้ถูกกระทำนั้นกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ โดยอาศัยมายาคติในทำนองว่า “ผู้หญิงที่มีประสบการณ์ทางเพศโชกโชนย่อมไม่อาจถูกข่มขืนได้” หรือหากเกิดขึ้นจริง ก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงที่ต้องใส่ใจ

ท่ามกลางปัญหาเหล่านี้ ยังพอมีสัญญาณอันดีเมื่อหลายประเทศอย่างแคนาดาและนิวซีแลนด์เริ่มตระหนักว่า ประวัติส่วนตัวและพฤติกรรมทางเพศ มักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการด้อยค่าและทำลายความน่าเชื่อถือของผู้เสียหาย จึงได้มีการนำกฎหมาย Rape Shield Law มาใช้เพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว โดยคำสั่งศาลจะห้ามไม่ให้มีการขุดคุ้ยกิจกรรมทางเพศในอดีตมาเป็นข้ออ้างเพื่อทำให้ความรุนแรงในปัจจุบันกลายเป็นโมฆะ กฎหมายนี้ยืนยันหลักการสำคัญว่า ไม่มีอดีตแบบใดที่จะสร้างความชอบธรรมให้แก่การล่วงละเมิดได้ แม้กฎหมายลักษณะนี้จะยังไม่เป็นที่แพร่หลายในระดับสากล แต่นับเป็นก้าวสำคัญของวิวัฒนาการทางกฎหมายในการคืนความเป็นธรรมและศักดิ์ศรีให้แก่ผู้เสียหายอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายจะพยายามสร้างเกราะคุ้มครองเพียงใด แต่ในมิติของสังคม การพิพากษาด้วยอคติ ยังคงทำงานอย่างแข็งขัน สื่อและองค์กรจำนวนมากมักรณรงค์โดยใช้ภาพตัวแทนของความเปราะบางและบาดแผลที่ชัดเจน จนกลายเป็นความคาดหวังเชิงโครงสร้างว่าเหยื่อต้องอ่อนแอและไร้ทางสู้ 

ท้ายที่สุด วงจรนี้พาเราย้อนกลับไปสู่จุดเดิมที่ว่า เมื่อผู้เสียหายไม่แสดงออกตามบทบาทหรือมีสถานะตามที่สังคมคาดหวัง พวกเขาก็จะกลายเป็นเป้าหมายของการโจมตีทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคู่กรณีเป็นผู้มีอำนาจหรือมีอิทธิพล ข้อหา “การตบทรัพย์” มักถูกนำมาใช้เพื่อฟอกขาวให้ผู้กระทำผิด และเปลี่ยนสถานะของผู้ถูกกระทำจาก “ผู้เสียหาย” ให้กลายเป็น “ผู้ร้าย” ที่ควรถูกสังคมพิพากษา 

ทัศนคติเช่นนี้สะท้อนถึงอคติทางความคิดที่ฝังรากลึกว่า ผู้มีสถานะทางสังคมเหนือกว่าย่อมตกเป็นเหยื่อของการแบล็กเมลได้ง่าย ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างความเข้าใจผิดที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงแล้ว ยังเป็นการ ตอกย้ำบาดแผล ตีตรา และบั่นทอนความกล้าหาญ ของผู้เสียหายที่ลุกขึ้นมาทวงถามความยุติธรรม เหนือสิ่งอื่นใด การยอมรับวาทกรรมนี้คือการสร้างบรรทัดฐานที่บิดเบี้ยวให้แก่สังคม ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้การแสวงหาข้อเท็จจริงเป็นไปได้ยากขึ้น แต่ยังจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการอำนวยความยุติธรรมในคดีความรุนแรงทางเพศที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ท้ายที่สุดแล้ว เราต้องกลับมายืนยันในหลักการพื้นฐานที่สุดของการมีปฏิสัมพันธ์ทางเพศ นั่นคือ การยินยอมต้องเกิดจากความยินยอม (Consent is Consent) ความนิ่งเฉยไม่ใช่การตกลง และอดีตหรือพฤติกรรม ไลฟ์สไตล์ส่วนบุคคล ใด ๆ ก็ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใครละเมิดสิทธิ์ในเนื้อตัวร่างกายของผู้อื่นได้จากการสันนิษฐานว่า “เค้าไม่ได้ขัดขืน”

ถึงเวลาแล้วที่สังคมต้องก้าวข้ามมายาคติ “เหยื่อในอุดมคติ” แล้วหันมาให้ความสำคัญกับเจตจำนงที่แท้จริง เพราะในโลกที่ยุติธรรม ความปลอดภัยของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ตาม ไม่ควรขึ้นอยู่กับว่าเขาจะแสดงออกได้ “น่าสงสาร” หรือมีภาพลักษณ์เป็น “คนดี” หรือ “คนเรียบร้อย”ในสายตาใครหรือไม่

เพราะในโลกนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “เหยื่อในอุดมคติ” มีเพียงแค่ “วัฒนธรรมข่มขืน” และ “การกล่าวโทษเหยื่อ” ที่ยังคงถูกผลิตซ้ำเพื่อปกป้องผู้กระทำผิดเท่านั้น (There is no such thing as a “perfect victim’—only rape culture and victim blaming.)

 

สามารถติดตามข้อมูลองค์ความรู้ต่อเนื่องได้ที่ @sherothailand ทุกช่องทาง

อ้างอิง:

  1. Christie, N. (2018). The Ideal Victim. In M. Duggan (Ed.), Revisiting the “Ideal Victim”: Developments in Critical Victimology (pp. 11-24). Bristol University Press.
  2. Harvard Health Publishing. (n.d.). Fight, Flight, or Freeze. Retrieved from https://www.health.harvard.edu/mindscape/for-young-people/brain-body-connection/fight-flight-or-freeze
  3. Cleveland, J. N., & Kerst, M. E. (1993). Sexual harassment and perceptions of power: An under-articulated relationship. Journal of Vocational Behavior, 42(1), 49-67.