วันวาเลนไทน์ ที่ผ่านมา (14 กุมภาฯ 2017) เราได้ไปทำเวิคชอปเล็กๆ กับพี่ๆ ชุมชนผู้อพยพ คือ ‘การเล่าเรื่องผ่านงานศิลปะ’
เนื่องจากคีย์ของกิจกรรมมีความละเอียดอ่อน เราเองก็กล้าๆกลัวๆ แน่นอนว่าเราต้องติดต่อกับพี่ผู้นำก่อนว่าจะเข้าไปจัดอย่างไร ที่เหมาะสม
หลังจากประเมินแล้ว ก็ได้คัดผู้เข้าร่วมที่มีบทบาทในชุมชนอยู่พอตัว วัยกลางคน หญิงและชาย
เวิคชอป มีวิธีง่ายมาก แต่โจทย์ก็หนักอยู่:
ใช้เวลาไม่นาน บรรยากาศสบายๆ ตัดกระดาษกัน เราไม่ได้หวังอะไรมาก
จริงๆแล้วการไปทำกิจกรรมครั้งนั้นเหมือนการลองงานกับกลุ่มแกนนำก่อนที่จะลงไปจัดกิจกรรมกับผู้หญิง แม่และเด็กโดยตรงและกลุ่มใหญ่ขึ้น (ความคิดตอนนั้น)
ตัวอย่างง่ายๆ คือคนข้างบ้านวิวาทกันบ่อย ได้ยินเสียงผู้ถูกกระทำโดนทำร้ายหลายรอบแล้ว แต่ไม่กล้าทำอะไร และก็ไม่รู้ว่าทำอะไรได้บ้าง คนในชุมชนก็มองเป็นเรื่องปกติ (เคสแบบนี้มาบ่อยมาก)
ถ้ายังไม่รู้ว้าจะทำอะไร
แต่ต้องรู้ว่าอะไรที่ ‘ไม่ควรทำ’ เช่น
– อย่านินทา (จะทำให้ผู้ถูกกระทำขอความช่วยเหลือยากกว่าเดิม และอาจส่งผลกระทบถึงสภาพติดใจอีกด้วย จริงๆแล้วการนินทานี่ไม่ควรเป็นนิสัยไม่ว่าจะเคสใดก็ตาม ฮ่าๆ)
สั้นๆ คือ หากเราเป็นเพื่อนบ้านกับผู้ถูกกระทำเราสามารถทำได้ง่ายๆ โดยการเข้าไปตีสนิทแบบไม่ประเจิดประเจ้อมาก และชวนทำกิจกรรมร่วมกัน อาจจะรวมกลุ่มแม่บ้านพ่อบ้านมาทำอะไรสักอย่าง เพื่อจรรโลงใจ และค่อยเริ่มแสดงทางช่วยเหลือด้านจิตใจและร่างกายต่อผู้ถูกกระทำโดยทางอ้อม เช่น แชร์ข่าวให้ดูว่า หากมีกรณีถูกกระทำความรุนแรงเกิดขึ้น เขาติดต่อใครยังไงกันบ้าง
เหล่านี้ต้องใช้ความระแวดระวังแต่ก็ไม่ใช่ละเลย
ผู้นำชุมชนก็มีบทบาทมากที่เดียวที่จะสามารถเป็นคีย์ในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงได้
แต่เบื้องต้น ระยะแรก คือการให้กำลังใจ สองคือ หาทางหนีทีไล่ คนรอบข้างก็คอยสอดส่องกันมากขึ้น ตัวผู้ถูกกระทำเองก็มีเบอร์ฉุกเฉินที่สามารถขอความช่วยเหลือได้ มีช่องติดต่อคนใกล้บ้าน
นี่แหละ คือการช่วย…
คนพูดกับเราว่า ‘ก็ไม่รู้จะช่วยยังไง’ เพราะปัจจัยหลายอย่าง
ซึ่งแต่ละเคส เอาตรงๆ ว่าถ้ามันมี ‘ปัญหาที่ระบุได้’ มันก็มี ‘การแก้ปัญหาที่ระบุได้’ เช่นกัน
การทำArt Therapy Classก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ง่ายๆ ที่คนรุ่นใหม่เองก็สามารถริเริ่มและสร้างเครือข่ายส่งเสริมชุมชนของตัวเองได้ไม่ยากเลย
สร้าง safe space ให้คนออกมาพูด ให้คนสามารถพึ่งพา ขอความช่วยเหลือ ย่อมแก้ปัญหาได้มากกว่าการที่เรามานั่งกดดันตัวเหยื่อ ให้ ‘ไปแจ้งความสิ’ ‘โดนไรมากบอกสิ’ ‘คบกับมันอยู่ทำไม’
นอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้ว คุณก็ไม่ได้แก้ให้อะไรดีขึ้นเลย