
ก่อนจะพิจารณาว่าทำไมการฆาตกรรมผู้หญิงด้วยเหตุแห่งเพศ (Femicide) ที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ใกล้ชิด (Intimate Partner Violence หรือ IPV) ในสังคมไทยจึงไร้การมองเห็น สิ่งหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อนคือ เนื้อแท้ของปัญหานี้
Femicide มีรากฐานอยู่บนความไม่เท่าเทียมและการเลือกปฏิบัติทางเพศที่ฝังลึกอยู่ในโครงสร้างสังคม สิ่งหนึ่งที่หล่อเลี้ยงความรุนแรงนี้คือสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า “อุดมคติความเป็นชายเชิงครอบงำ” (Hegemonic masculinity) วิถีคิดที่สังคมปลูกฝังให้ผู้ชายรู้สึกว่าตนต้องมีอำนาจเหนือ มีสิทธิ์ครอบครอง และเป็นผู้กำหนดทิศทางของความสัมพันธ์ (Connell, 2005) เมื่ออุดมคติดังกล่าวถูกสั่นคลอน โดยเฉพาะเมื่อผู้หญิงพยายามถอนตัวออกจากการควบคุม ความต้องการที่จะยึดอำนาจนั้นคืนมาจึงปะทุออกในรูปของความรุนแรงและการฆาตรกรรม โดยมีแรงขับสำคัญมาจากความรู้สึกว่าตนกำลังสูญเสียการควบคุม ดังนั้น ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดจึงไม่ใช่ระหว่างความสัมพันธ์ แต่คือช่วงที่ผู้หญิงพยายามจะออกจากมัน โดยงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าคดีมากกว่าร้อยละ 50 เกิดขึ้นในปีแรกหลังการแยกทาง(Tripi et al., 2026)
การฆาตกรรมผู้หญิงบนฐานของเหตุแห่งเพศโดยคู่รัก (Intimate Partner Femicide หรือ IPF) มักไม่ใช่เหตุการณ์เดี่ยว (isolated incident) ที่เกิดขึ้นแล้วจบไป แต่มันคือบทสรุปอันเลวร้ายที่สุดของรูปแบบความรุนแรงที่สะสมมาเป็นเวลานาน ผ่านการข่มขู่ การติดตามคุกคาม การตัดขาดจากโลกภายนอก และการบีบบังคับให้ผู้หญิงอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสมบูรณ์
ในปี 2024 UNODC และ UN Women รายงานว่าผู้หญิงและเด็กหญิงเกือบ 50,000 คนทั่วโลกเสียชีวิตจากน้ำมือคู่รักหรือสมาชิกในครอบครัว หรือเฉลี่ย 137 คนต่อวัน และ 60% ของผู้หญิงที่ถูกฆาตกรรมทั้งหมดเสียชีวิตในพื้นที่ส่วนตัว
จากกรณีศึกษา อาทิเช่นในแอลเบเนีย พบว่า 1 ใน 4 ของเหยื่อ Femicide เคยแจ้งความกับตำรวจมาก่อน บางรายมีคำสั่งคุ้มครองอยู่ในมือในวันที่ถูกฆาตกรรม นั่นหมายความว่าพวกเธอทำทุกสิ่งที่พวกเธอสามารถทำได้ ณ ตอนนั้นแล้ว เพียงแต่ระบบยุติธรรมกลับล้มเหลวและไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะช่วยคุ้มครองสวัสดิภาพของพวกเธอ
ประเทศไทยยังคงขาดระบบการจัดเก็บและจำแนกข้อมูลสถิติคดีฆาตกรรมเหยื่อเพศหญิง ที่สะท้อนแรงจูงใจเบื้องหลังอันเนื่องมาจากเหตุแห่งเพศสภาพอย่างเป็นระบบส่งผลให้เมื่อเกิดเหตุสะเทือนขวัญที่ผู้หญิงถูกพรากชีวิตด้วยน้ำมือของคู่รักหรืออดีตคู่รัก
ยิ่งไปกว่านั้น ความรุนแรงในความสัมพันธ์ใกล้ชิด (IPV) จำนวนมากยังคงตกหล่นและสูญหายไปจากสารบบการบันทึกของรัฐ หรือในกรณีที่มีการจัดเก็บ ก็มักประสบปัญหาเรื่องการขาดการจำแนกแยกย่อยข้อมูล (Disaggregated Data)
นอกจากนี้ สิ่งที่ระบบของไทยยังคงไม่มี คือกลไกที่ช่วยให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน หรือระดับกระทรวง อาจทำให้กระบวนการยุติธรรมต้นน้ำทำงานในลักษณะแยกส่วน ส่งผลให้การประเมินความเสี่ยงผิดพลาด และทำให้ผู้เสียหายตกสำรวจจากกลไกการคุ้มครองสวัสดิภาพอย่างสิ้นเชิง
ปัญหาคือ เมื่อไม่มีตัวเลข ก็ไม่มีภาพรวม เมื่อไม่มีภาพรวม ก็ยากที่จะพิสูจน์ว่านี่คือปัญหาเชิงระบบ ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดดเดี่ยวเป็นรายกรณี และเมื่อไม่มีการนับ พฤติกรรมของผู้กระทำก็ไม่มีวันถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบความรุนแรงที่ใหญ่กว่านั้น นั่นก็คือ ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ (Gender-based violence)
สำหรับผู้หญิงจำนวนมาก สัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าไม่ได้เพิ่งปรากฏขึ้นในวันเกิดเหตุ หากแต่พวกเธอได้เผชิญหน้ากับมันมาเป็นระยะเวลานาน ทั้งในรูปแบบของการถูกติดตามคุกคาม การจำกัดเสรีภาพ การถูกควบคุมชีวิต หรือการถูกข่มขู่เอาชีวิตเมื่อพยายามจะตัดความสัมพันธ์ ทว่าในความเป็นจริง ผู้เสียหายหลายรายเคยพยายามร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่แต่กลับไม่ได้รับความคุ้มครอง หรือเคยเข้ารับการรักษาพยาบาลจากกลไกสาธารณสุขแต่ข้อมูลกลับไม่ถูกบันทึกในฐานะเหตุความรุนแรง ส่งผลให้ตัวเลขสถิติของภาครัฐขาดความเชื่อมโยงและไม่เคยสะท้อนความจริงที่เกิดขึ้น
เมื่อระบบยุติธรรมต้นน้ำยังคงขาดแคลนเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการจัดเก็บและจำแนกข้อมูลความรุนแรงเชิงสถิติ ย่อมไม่สามารถมองเห็นรูปแบบพฤติกรรมข่มขู่คุกคามที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ อยู่เบื้องหลัง และย่อมไม่มีวันเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงความโกรธเคืองชั่ววูบหรืออารมณ์หึงหวงชั่วคราว หากแต่เป็นกระบวนการคุกคามอย่างเป็นระบบที่กำลังขับเคลื่อนไปสู่บทสรุปอันเลวร้าย ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมที่อาจสกัดกั้นและป้องกันได้ หากภาครัฐมีระบบข้อมูลที่แม่นยำคอยชี้ทิศทางและประเมินความเสี่ยงอย่างทันท่วงที
ตลอดระยะเวลาของการทำงานขับเคลื่อนและให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย มีกรณีจำนวนไม่น้อยที่มีประวัติการถูกกระทำความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง มีพฤติกรรมคุกคาม ติดตาม หรือควบคุมจากคู่รัก และกำลังตกอยู่ในความหวาดกลัวว่าจะเกิดเหตุซ้ำรอย ซึ่งหลายคนต้องการกลไกความคุ้มครองสวัสดิภาพก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลง ไม่ใช่การเยียวยาหลังจากที่สายเกินไปแล้ว
แต่ในบางกรณี เมื่อมีการยื่นคำร้องขอคุ้มครองสวัสดิภาพระบบยุติธรรมกลับมองว่าความเสี่ยงยังไม่ร้ายแรงเพียงพอ นั่นเป็นเพราะกระบวนการยุติธรรมต้นน้ำของไทยยังขาดกรอบในการมองความรุนแรงเชิงเพศสภาพในฐานะ “รูปแบบพฤติกรรมต่อเนื่อง” แต่มักมองเป็นเพียง “เหตุการณ์เดี่ยว ๆ” หรือ เป็น “crime of passion” โดยระบบมักระบุคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนี้ แต่จะตั้งคำถามน้อยมากว่า ตลอดหลายเดือนหรือหลายปีที่ผ่านมา ผู้เสียหายต้องเผชิญกับอะไรบ้าง
หากระบบไม่ตั้งคำถามถึงกระบวนการเหล่านั้นก็จะไม่มีวันมองเห็นว่า สิ่งที่ดูเหมือนความโกรธหรือความหึงหวงในวันที่เกิดเหตุ คือจุดสิ้นสุดของกระบวนการควบคุมที่ดำเนินมาเป็นเวลานาน คำถามที่น่าคิดจึงไม่ใช่เพียงว่าการกระทำนั้นมันถึงขนาดจนทำให้ผู้เสียหายกำลังหวาดกลัวจริงหรือไม่ แต่คือเรากำลังรอให้เกิดอะไรขึ้นก่อนจึงจะยอมรับว่ามีอันตราย จะต้องรอให้มีบาดแผล รอให้มีการใช้อาวุธ หรือต้องรอให้มีคนเสียชีวิตก่อนระบบจึงจะเคลื่อนไหว?
ตั้งแต่การรับแจ้งเหตุครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องมือ อาทิเช่น
เครื่องมือเหล่านี้ล้วนฝึกให้เจ้าหน้าที่มองหาสัญญาณเตือนที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บสาหัสหรือการฆาตกรรม และช่วยให้สามารถมองเห็นรูปแบบของความรุนแรงที่สะสมมา ในขณะที่ระบบของประเทศไทยยังคงขาดกรอบเครื่องมือในลักษณะนี้ที่ถูกบูรณาการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต้นน้ำอย่างเป็นระบบ และยังคงให้น้ำหนักกับการพิสูจน์สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว มากกว่าการประเมินสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นอีก
นอกเหนือจากช่องว่างในระบบสถิติและกระบวนการทางกฎหมายแล้ววิธีที่สังคมหยิบยกเรื่องราวเหล่านี้มาเล่าก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ความสูญเสียของผู้หญิงไทยเพราะเหตุ Femicide กลายเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
เมื่อผู้หญิงถูกฆาตรกรรมโดยคู่รัก สังคมและสื่อมวลชนมักหยิบคำอธิบายที่คุ้นเคยขึ้นมาผลิตซ้ำ ไม่ว่าจะเป็น “การทะเลาะกันระหว่างผัวเมีย”“พิษหึงหวง” “ปมชู้สาว” หรือ “เรื่องส่วนตัวในครอบครัว”
ซึ่งคำอธิบายเหล่านี้ไม่ได้เพียงลดทอนความรุนแรง แต่ยังทำงานเป็นกลไกลสองอย่างพร้อม ๆ กัน คือ
ดังนั้น วาทกรรมเรื่อง “การทะเลาะกันระหว่างผัวเมีย” หรืออื่น ๆ ที่กล่าวไปข้างต้น จึงไม่ใช่คำอธิบายที่สื่อหรือใครก็ตามควรผลิตซ้ำ หยุดสร้างความชอบธรรมให้แก่ความรุนแรงว่ามันคือ “Mutual Fault” หรือ “Mutual Responsibility” หรือวาทะกรรม “ไม่มีใครเป็นเหยื่อ 100%”
อันตรายมันเกิดขึ้นจริง
อาชญากรรมมันเกิดขึ้นจริง
ความไม่เข้าใจในแก่นแท้ของการฆาตกรรมผู้หญิงบนฐานของเหตุแห่งเพศ (Femicide) หรือ การฆาตกรรมผู้หญิงบนฐานของเหตุแห่งเพศโดยคู่รัก (Intimate Partner Femicide หรือ IPF) ไม่ใช่แค่ปัญหาทางวิชาการหรือข้อถกเถียงเรื่องนิยามศัพท์ แต่มันมีผลโดยตรงต่อชีวิตและความอยู่รอดของผู้หญิงและสังคมโดยรวม
มันส่งผลต่อการที่ความกลัวของพวกเธอจะถูกรับฟังหรือไม่มันส่งผลต่อคำร้องขอความคุ้มครองสวัสดิภาพว่าจะได้รับการตอบสนองทันท่วงทีหรือไม่ และมันส่งผลว่าเมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้นแล้วสังคมจะมองว่านั่นคือความล้มเหลวของระบบเชิงโครงสร้างหรือเป็นแค่โศกนาฏกรรมส่วนตัวอีกครั้งหนึ่งหรือไม่
ตราบใดที่เรายังคงเรียกอาชญากรรมนี้ด้วยถ้อยคำฉาบฉวยอย่างพิษหึงหวง หรือการทะเลาะกันระหว่างผัวเมีย ตราบใดที่ระบบกฎหมายยังคงรอให้ปรากฎถึงหลักฐานที่จับต้องได้ก่อนจะยื่นมือเข้าบรรเทาภัย และตราบใดที่ไม่มีการจัดเก็บสถิติว่าเราสูญเสียผู้หญิงไปเพราะเหตุแห่งเพศจำนวนเท่าใด ความตายของพวกเธอก็จะยังคงไร้ตัวตนต่อไปในสังคมไทยจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง
สามารถติดตามข้อมูลองค์ความรู้ต่อเนื่องได้ที่ @sherothailand ทุกช่องทาง
อ้างอิง:
Connell, R. W., & Messerschmidt, J. W. (2005). Hegemonic masculinity: Rethinking the concept. Gender and Society, 19(6), 829–859. https://doi.org/10.1177/0891243205278639
Corradi, C., Marcuello-Servós, C., Boira, S., & Weil, S. (2016). Theories of femicide and their significance for social research. Current Sociology, 64(7), 975-995.
DASH. (n.d.). DASH Risk Model. https://www.dashriskchecklist.com/
Khan, A., & Akram, M. (2025). Understanding and addressing intimate partner violence: A comprehensive review. Philosophy, Ethics, and Humanities in Medicine, 20(1), Article 43. https://doi.org/10.1186/s13010-025-00175-1
Miller, L. (2012). Stalking: Patterns, motives, and intervention strategies. Aggression and Violent Behavior, 17(6), 495–506. https://doi.org/10.1016/j.avb.2012.07.001
National Resource Center on Domestic Violence. (n.d.). Tools & strategies for assessing danger or risk of lethality. VAWnet. https://vawnet.org/sc/tools-strategies-assessing-danger-or-risk-lethality
Richards, T. N., Gillespie, L. K., Kafonek, K., & Johnson, M. (2020). An examination of the Lethality Assessment Program (LAP): Perspectives on implementation, help-seeking, and victim empowerment. Violence Against Women, 26(12-13), 1517–1537. https://doi.org/10.1177/1077801219880965
Tripi, D., Ghamlouch, A., Duca, F. D., et al. (2026). Intimate partner femicide, understanding perpetrator behaviour: A cross-cultural analytical review of weapon choice, injury patterns, and cultural-criminological insights. International Journal of Legal Medicine. https://doi.org/10.1007/s00414-026-03843-9
UNODC, & UN Women. (2025). Femicides in 2024: Global estimates of intimate partner/family member femicides. United Nations publication.
Powered By EmbedPress